ค่าที่จอดรถจะใช้เอกสารอะไรประกอบการบันทึกบัญชี

ค่าที่จอดรถจะใช้เอกสารอะไรประกอบการบันทึกบัญชี             หากพนักงานของกิจการได้นำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ไปใช้ติดต่อธุรกิจนอกสถานที่ทำงาน ซึ่งจะต้องนำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ไปจอดตามสถานที่ต่างๆ สถานที่บางแห่งอาจมีค่าที่จอดรถ กรณีที่ต้องเสียค่าที่จอดรถจะต้องขอบิล ใบเสร็จ หรือใบกำกับภาษีจากผู้ให้บริการที่จอดรถมาเป็นหลักฐานการจ่ายเงินเพื่อเป็นหลักฐานเอกสารประกอบการบันทึกบัญชี              หากบางสถานที่เรียกเก็บค่าที่จอดรถแต่ไม่มีหลักฐานการเรียกเก็บเงินให้พนักงาน ในทางภาษีอากรจะถือเป็นรายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิ และหากค่าบริการที่จอดรถดังกล่าวมีภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีซื้อเกิดขึ้นจะไม่มีสิทธิขอคืนได้หากรถดังกล่าวเป็นรถยนต์หรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน แต่หากกิจการพิสูจน์ได้ว่ารถดังกล่าวไม่ใช่รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน กิจการยอมมีสิทธิขอภาษีซื้อขอคืนได้ ดังนั้นเมื่อกิจการมีสิทธิขอภาษีซื้อคืนจะต้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูปจากผู้ให้บริการที่จอดรถและควรระบุเลขทะเบียนรถบนใบกำกับภาษีด้วยเพื่อลดข้อโต้แย้งของเจ้าพนักงานประเมินว่า เป็นรถประเภทใด www.pornkawinthip.com

ค่าโทรศัพท์มือถือพนักงานจะนำมาถือเป็นรายจ่ายได้หรือไม่

ค่าโทรศัพท์มือถือของพนักงานจะนำมาถือเป็นรายจ่ายได้หรือไม่ ปัญหาที่พบบ่อยในกิจการเกือบทุกกิจการคือ การที่บริษัทอนุญาตให้พนักงานนำโทรศัพท์มือถือของพนักงานเข้ามาใช้ในงานของกิจการได้ โดยมีระเบียบกำหนดให้เบิกค่าโทรศัพท์มือถือได้ตามจำนวนเงินที่กิจการได้กำหนดไว้ เช่น เดือนละ 1,000 บาท ซึ่งพนักงานจะต้องนำบิลหรือใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือมาเคลียร์เงินกับกิจการ เมื่อกิจการได้รับใบเสร็จรับเงิน / ใบกำกับภาษีค่าโทรศัพท์มือถือของพนักงาน จะถือเป็นรายจ่ายของกิจการนำมาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่ และภาษีที่เกิดขึ้นขอคืนได้หรือไม่ ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีค่าโทรศัพท์ของพนักงานเป็นชื่อของพนักงาน ที่อยู่ก็เป็นที่อยู่ของพนักงาน หากกิจการนำมาเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าค่าโทรศัพท์แต่ละเดือนเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ เพราะบางครั้งพนักงานใช้ส่วนตัวด้วย ดังนั้นใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีค่าโทรศัพท์ของพนักงานจะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไม่ได้ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามของกิจการ www.pornkawinthip.com

การเบิกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบิลค่าน้ำมัน”รถยนต์”

ปัญหาของค่าน้ำมันรถยนต์และค่าใช้จ่ายรถยนต์ ปัญหาของรถยนต์ที่นำมาใช้ในการประกอบธุรกิจจะมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน คือ 1.รถยนต์ของกิจการ หากรถยนต์นั้นเป็นกิจการ ไม่ว่าจะซื้อ เช่า หรือเช่าซื้อในนามของกิจการเมื่อมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์นั้นเกิดขึ้นย่อมถือเป็นรายจ่ายของกิจการทำให้กิจการมีสิทธินำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ไม่ต้องห้าม ซึ่งจะต้องเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการโดยตรง และหากมีภาษีซื้อเกิดขึ้นจากค่าใช้จ่ายของรถยนต์ หากรถยนต์นั้นเป็นรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ภาษีซื้อถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไม่มีสิทธินำไปหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนภาษีซื้อ แต่ถ้ารถยนต์นั่งไม่ใช่รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ภาษีซื้อมีสิทธินำไปหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร 2.รถยนต์ของพนักงาน ในกิจการบางประเภทได้มีการน้ำรถยนต์ของพนักงานมาใช้ในกิจการปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ของพนักงานจะถือเป็นรายจ่ายได้หรือไม่ในการนำไปคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ผู้ประกอบการจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้พนักงานที่นำรถยนต์มาใช้ในกิจการ และเบิกค่าน้ำมัน คือ 2.1 เบิกตามบิลน้ำมัน พนักงานเติมน้ำมันรถยนต์เพื่อนำไปใช้ในการประกอบกิจการ ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ไม่ต้องห้าม แต่ต้องมีระเบียบพนักงงานเขียนไว้ให้เบิกได้ครั้งละเท่าไหร่ และต้องมีรายการระบุวัตถุประสงค์ของการเดินทางเพื่อพิสูจน์ว่าเกิดขึ้นจริงเกี่ยงข้องกับการประกอบธุรกิจ 2.2 เบิกตามจริงหรือตามระยะทาง วิธีเบิกค่าน้ำมันตามจริงหรือตามระยะทาง ต้องมีการจัดทำรายงานการเดินทาง ดูจากมิเตอร์วัดระยะทางว่าเดินทางเป็นระยะทางกี่กิโล และกำหนดระเบียบให้เบิกค่าน้ำมันรถยนต์ตามกิโลเมตร เช่น กิโลเมตรละ 3 – 5 บาท ค่าน้ำมันที่เบิกวิธีนี้มักรวมกับค่าเสื่อมของรถยนต์พนักงานที่นำมาใช้ในงานของกิจการ แต่หากจะเบิกตามระยะทางก็ยังต้องนำบิลค่าน้ำมันมาแนบเป็นหลักฐานในการเบิกค่าน้ำมันด้วย ตัวอย่าง เช่น บิลค่าน้ำมัน 500 บาท แต่ระยะทางในการเดินทางตามกิโลเมตรเบิกได้ 180 บาท กิจการถือเป็นรายจ่ายได้ 180[…..]

สิ่งที่ต้องมีใน “ใบกำกับภาษี”

สิ่งที่ต้องมีใน “ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ” จะต้องมีรายการอย่างน้อยตามกฎหมายดังนี้ คำว่า “ต้นฉบับใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้ชัดเจน ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีและในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน ชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าและหรือของบริการให้ชัดแจ้ง วัน เดือน ปีที่ออกใบกำกับภาษี ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด     www.pornkawinthip.com

การจ่ายเงินให้กับค่าโฆษณาใน facebook จะนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีได้ไหม

การจ่ายเงินให้กับค่าโฆษณาใน facebook จะนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีได้ไหม ก่อนอื่นต้องดูก่อนว่าธุรกิจที่เรากำลังทำอยู่เป็นรูปแบบไหน เป็นในรูปแบบบุคคลธรรมดา หรือในรูปแบบของนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) 1.กรณีบุคคลธรรมดาจ่ายค่าโฆษณา หากเราดำเนินธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา ต้องดูว่าเราเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบไหน หากเลือกแบบเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนด แบบนี้รายจ่ายค่าโฆษณาไม่สามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายได้เพราะรวมอยู่ในอัตราเหมาหมดแล้ว แต่หากเราเลือกหัก ค่าใช้จ่ายตามจริง ค่าโฆษณา facebook ถือเป็นค่าใช้จ่ายได้ และต้องมีหลักฐานการจ่ายที่ระบุไว้ชัดเจน 2.กรณี นิติบุคคลเป็นคนจ่ายค่าโฆษณา facebook ตอบว่าสามารถใช้ได้ค่ะ หากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เกิดจากการดำเนินงานของกิจการโดยตรง และเงินที่ชำระค่าโฆษณาเป็นเงินที่ออกโดยบริษัท ไม่ว่าจะจ่ายด้วยบัตรเครดิตร หรือจ่ายผ่านธนาคาร แต่บริษัทจะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ด้วยแบบ ภ.พ.36 แทน facebook ด้วยนะค่ะ ทำไมบริษัทต้องนำส่งแบบ ภ.พ.36 และแบบ ภ.พ.36 คืออะไร แบบ ภ.พ.36 คือ แบบที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ประกอบการนอกราชอาณาจักร สาเหตุ ที่ทางบริษัทจะต้องนำส่งแทน facebook เพราะ facebook เป็นผู้ประกอบการที่ตั้งอยู่ต่างประเทศแต่เราเป็นผู้ใช้บริการในประเทศ ผู้ใช้บริการจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แทนและนำส่งแทน facebook เพื่อลดความยุ่งยากในการจัดเก็บภาษี โดยใช้แบบ[…..]

รายรับถึงเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม “สำหรับธุรกิจบริการ”

รายรับถึงเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม “สำหรับธุรกิจบริการ” รูปแบบของการประกอบกิจการในยุค Digital มีลักษณะของการให้บริการในรูปแบบต่างๆกระทำผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เช่น การให้เช่าพื้นที่ขายสินค้าในมาร์เก็ตเพลส (Market place) การให้บริการดาวน์โหลด (download) เพลง เกม ภาพยนตร์ ผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่นต่างๆ ทำให้ธุรกิจต่างๆเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายและสะดวกกว่าในอดีต ซึ่งผู้ประกอบการให้บริการออนไลน์บางรายที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในภาษีอากรต่างๆ อาจจะมีความกังวลในเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่ม  ความกังวลส่วนใหญ่ของผู้ประกอบการอาจจะกังวลในเรื่องว่า การประกอบกิจการให้บริการของตนอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีอากรหรือไม่ หากถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีอากร กฎหมายมีหลักเกณฑ์ในเรื่องการคำนวณรายได้ที่กิจการต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อมีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี (เฉลี่ย 150,000 บาทต่อเดือน) อย่างไรบ้าง ผู้ประกอบการต้องเข้าใจก่อนว่า รายได้ที่จะนำมาคำนวณเพื่อเป็นเกณฑ์ในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องไม่ได้เป็นรายได้ที่มาจากกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (ไม่ใช่กิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 แห่งประมวลรัษฎากร เช่น การให้บริการวิจัย การให้บริการทางวิชาการ)   เมื่อผู้ประกอบการเข้าข่ายการทำธุรกิจที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ต้องพิจารณาต่อไปว่า รายรับหรือรายได้ที่จะนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นต้องเป็นรายรับที่กิจการได้รับจริงๆ (ไม่ใช่กำไรหลังหักค่าใช้จ่าย) ซึ่งหากกิจการใด มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (กรณีบริษัทหือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลให้นับเป็นแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี) ผุู้ประกอบการของกิจการดังกล่าวก็มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่มูลค่าของฐานภาษีเกิน 1.8 ล้านบาท การนับจำนวนมูลค่าของรายรับให้นับแต่ละปีหรือแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีเท่านั้น กรณีรายรับจากการประกอบกิจการจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับผู้ประกอบการเลย หากผู้ประกอบการใส่ใจและมีระบบการตรวจสอบรายรับของตนที่แน่นอนว่ากิจการของตนถึงเกณฑ์ที่กำหนดแล้วหรือไม่[…..]

มาตราการช่วยเหลือผู้กู้ยืม กยศ

มาตราการช่วยเหลือผู้กู้ยืม กยศ จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิท – 19 ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจซึ่ง กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ) ก็มีผลกระทบเช่นกัน ดังนั้นจึงมีมาตราการมาช่วยเหลือดังนี้ ลดอัตราเบี้ยปรับจาก 7.5% เหลือ 0.5% ในการณีที่ผู้กู้ยืมยังไม่ถูกดำเนินคดีและไม่ชำระหนี้ได้ตามกำหนดกองทุนจะปรับลดเบี้บปรับให้กับผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างผ่อนชำระเงินกู้ยืมเป็นการชั่วคราว จากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี  เป็นอัตราร้อยละ 0.5 ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่ 1 เมษายน – 31 ธันวาคม 2563  ลดจำนวนหักเงินเดือนเหลือ 10 บาท/คน/เดือน กองทุนจะปรับลดจำนวนเงินที่แจ้งให้หักเงินเดือนเพื่อชำระเงินคืนกองทุนของผู้กู้ยืมทุกรายในกลุ่มหน่วยงานเอกชน จากจำนวนเงินที่เคยแจ้งหัก เป็นแจ้งให้นายจ้างหักเงินของผู้กู้ยืมทุกราย รายละ 10 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน 2563 (ระยะเวลา 3 เดือน ) ลดเบี้ยปรับ 80% สำหรับผู้กู้ยืมทุกกลุ่มที่ค้างชำระหนี้ และปิดบัญชีในครั้งเดียว กรณีผู้กู้ยืมที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี  และ กรณีผู้กู้ยืมถูกดำเนินคดี[…..]