ค่าน้ำมันรถยนต์และค่าใช้จ่ายรถยนต์

ปัญหาของค่าน้ำมันรถยนต์และค่าใช้จ่ายรถยนต์ รถยนต์ที่นำมาใช้ในการประกอบธุรกิจจะมีอยู่ 2 ประเภทคือ รถยนต์ของกิจการ หากรถยนต์เป็นของกิจการไม่ว่าจะ เช่า ซื้อ หรือเช่าซื้อในนามกิจการเมื่อมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์นั่งเกิดขึ้นก็ถือเป็นรายจ่ายของกิจการทำให้กิจการมีสิทธินำค่าใช้จ่ายมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ไม่ต้องห้าม ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการโดยตรง และถ้ามีภาษีซื้อเกิดขึ้นจากค่าใช้จ่ายของรถยนต์ หากรถยนต์นั้นเป็นรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ภาษีซื้อถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไม่มีสิทธินำไปหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนภาษีซื้อ แต่ถ้ารถยนต์นั่งไม่ใช่รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ภาษีซื้อมีสิทธินำไปหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร รถยนต์ของพนักงาน กิจการบางประเภทได้มีการนำรถยนต์ของพนักงานมาใช้ในกิจการปัญหาที่เกิดขึ้นคือค่าใช้จ่ายที่เกิดจากรถยนต์ของพนักงานจะถือเป็นรายจ่ายและนำไปคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่ หลักเกณท์มีดังนี้ เบิกตามบิลน้ำมัน พนักงานเติมน้ำมันรถยนต์เพื่อนำไปใช้ในการประกอบกิจการถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ไม่ต้องห้าม แต่ต้องมีระเบียบพนักงานเขียนไว้ให้เบิกได้ครั้งละเท่าไหร่ และจะต้องมีรายงานระบุวัตถุประสงค์ของการเดินทาง เบิกตามจริงหรือตามระยะทาง บางกิจการใช้วิธีเบิกค่าน้ำมันรถยนต์ตามจริงหรือตามระยะทาง โดยมีระเบียบกำหนดเงื่อนไขการเบิกค่าน้ำมัน ต้องมีการจัดทำรายงานการเดินทาง ดูจากมิเตอร์วัดระยะทางว่าเดินทางเป็นระยะทางกี่กิโล และจะต้องนำบิลน้ำมันมาเป็นหลักฐานในการเบิกค่าน้ำมัน เหมาจ่ายค่าน้ำมัน กิจการบางประเภทมีพนักงานนำรถยนต์มาใช้ในกิจการ เช่น พนักงานขาย แบบนี้อาจจะกำหนดเป็นแบบเหมาจ่ายเป็นรายเดือน  ขึ้นอยู่กับการใช้สอยของรถยนต์ เมื่อสิ้นเดือนให้พนักงานนำบิลค่าน้ำมันมาเคลียร์  วิธีนี้ควรจะนำค่าน้ำมันรถยนต์มารวมกับเงินเดือนของพนักงานถือเป็นประโยชน์ส่วนเพิ่มของพนักงานเป็นเงินได้ของพนักงาน เมื่อกิจการจ่ายเงินให้ก็หักภาษี ณ ที่จ่ายรวมกับเงินเดือนพนักงาน ก็จะทำให้กิจการถือเป็นรายจ่ายได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร

ใบรับเช็ค

ใบรับเช็ค กรณีที่กิจการขายสินค้าหรือให้บริการแก่ลูกค้าหากลูกค้าชำระเป็นเงินสด กิจการก็จะออกเอกสารเป็น ใบเสร็จรับเงิน หรือ บิลเงินสด ให้กับลูกค้าทันทีที่ได้รับเงิน แต่ในกรณีที่ลูกค้าชำระเงินด้วยเช็ค จะมีดังนี้ เช็คลงวันที่ตรงกับวันที่เก็บเงิน กิจการไปเก็บเงินจากลูกค้าเป็นวันเดียวกับวันที่ในหน้าเช็คผุ้ประกอบการจะต้องออกใบรับเงินให้กับลูกค้าในวันเดียวกันกับวันที่ในเช็ค ไม่ว่าเช็คจะเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้หรือไม เช็คลงวันที่ล่วงหน้า กิจการเก็บเงินกับลูกค้าจากการขายสินค้า ปรากฏว่าลูกค้าสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้า กิจการอาจจะเลือกที่จะไม่ออกใบเสร็จรับเงินให้กับลูกค้าทันทีได้แต่ออกเป็นใบรับเช็คล่วงหน้า  เมื่อเช็คถึงกำหนดจึงค่อยออกใบรับเงินให้ลูกค้า ซึ่งใบรับเงินจะต้องตรงกับวันที่ในหน้าเช็ค เช็คลงวันที่ย้อนหลัง กิจการไปเก็บเงินจากลูกค้า หากลูกค้าสั่งจ่ายเช็คโดยลงวันที่ย้อนหลัง เช่น เก็บเงินลูกค้าวันที่ 26 สิงหาคม 2561 แต่ลูกค้าสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2561 กิจการจะต้องออกใบรับเงินให้ลูกค้าลงวันที่เก็บเงิน  26 สิงหาคม 2561 แต่ถ้ากิจการอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและต้องใช้ใบรับเงินพร้อมกับใบกำกับภาษีกิจการจะต้องออกใบกำกับภาษีลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2561 ซึ่งทำให้กิจการจะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มภายในวันที่ 15  สิงหาคม 2561 แต่คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.51/2537 ได้ผ่อนปรนให้ หากกิจการพิสูจน์ได้ว่า ผู้จ่ายเงินสั่งจ่ายเช็คในวันที่  30 กรกฎาคม 2561 ก็ให้ออกใบกำกับภาษีลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2561 ถ้าเป็นเช่นนี้ควรทำหลักฐานการส่งมอบเช็คให้ลูกค้าเซ็นเป็นหลักฐาน[…..]

ซื้อของไม่มีบิล ทำอย่างไร

ซื้อของไม่มีบิล ทำอย่างไร ซื้อของไม่มีบิล ให้พนักงานของกิจการเซ็นบนใบรับเงินได้หรือไม่ พนักงานที่มีหน้าที่จ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ หรือฝ่ายจัดซื้อจำเป็นต้องซื้อของบางประเภท หรือซื้อสินค้าหรือในร้านค้าบางแห่ง เช่น ร้านค้าเล็กๆ ร้านเหล่านี้จะไม่ได้ออกบิล หรือมีใบเสร็จรับเงินให้เป็นหลักฐาน  เมื่อมาเบิกค่าใช้จ่าย ฝ่ายบัญชีบางแห่งจะทำใบรับเงินขึ้นมาให้พนักงานเซ็นรับเงินแทนผู้ขายหรือผู้รับเงิน พนักงานของกิจการที่ออกไปซื้อสินค้าหรือจ่ายค่าใช้จ่ายแทนกิจการถือเป็นตัวแทนของกิจการ เมื่อมีการจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆเกิดขึ้นแล้วไม่มีบิลหรือใบเสร็จรับเงิน กิจการจะนำ “ใบรับเงิน” มาให้พนักงานเซ็นรับเงินแทนร้านค้าต่างๆไม่ได้ เพราะถือเป็นเอกสารหลักฐานที่กิจการทำขึ้นมาเอง ไม่สามารถพิสูจน์ขึ้นมาได้ว่ากิจการจ่ายจริง และผู้รับมีตัวตนจริง จึงถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตาม ม.65 ตรี (9) (18) แห่งประมวลรัษฎากร  ห้ามนำไปคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหากกิจการจะทำให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ กิจการจะต้องทำ “ใบรับเงิน “ ให้ผู้รับเงินหรือผู้ขายหรือร้านค้า เซ็นรับเงินเป็นหลักฐาน เพื่อจะได้พิสูจน์ได้ว่ากิจการจ่ายจริง ผู้รับเงินมีตัวตนจริงๆ  และหากมีสำเนาบัตรประชาชนแนบด้วยก็จะทำให้น่าเชื่อถือมากขึ้น

ค่าพาหนะหรือค่ารถ ทำอย่างไรจึงจะมีหลักฐานการจ่ายเงิน

ค่าพาหนะหรือค่ารถ ทำอย่างไรจึงจะมีหลักฐานการจ่ายเงิน ปัญหาที่เรามักจะพบกับบริษัทก็คือ การจ่ายค่าพาหนะหรือค่ารถสำหรับเดินทาง บางประเภทไม่มีหลักฐานการจ่ายเงิน แต่ก็มีค่าพาหนะหรือค่ารถบางประเภทมีหลักฐานการจ่าย เช่น ค่าตั๋วรถทัวร์ ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าตั๋วรถไฟ เป็นต้น ค่าพาหนะหรือค่ารถที่ไม่มีหลักฐานการจ่ายเงินบางคันหรือบางประเภท เช่น ค่ารถแท็กซี่ ค่ามอเตอร์ไซค์ จะใช้เอกสารใดเป็นหลักฐานการจ่ายเงินให้ถือเป็นรายจ่ายได้ สรรพากรยอมรับในทางปฏิบัติแล้วเมื่อกิจการได้มีการจ่ายค่าแท็กซี่หรือรถจักรยานยนต์รับจ้าง พนักงานของกิจการจะต้องทำ “ใบเบิกเงิน” เพื่อขอเบิกค่าพาหนะกับฝ่ายการเงินของกิจการ สิ่งที่ต้องระบุในใบเบิกเงิน มีดังนี้ วัตถุประสงค์การเบิกค่าพาหนะ รายละเอียดการเดินทาง ลายเซ็นอนุมัติให้เดินทางได้

ค่าไปรษณีย์ยากรใช้เอกสารใดประกอบการจ่ายเงิน

ค่าไปรษณีย์ยากรใช้เอกสารใดประกอบการจ่ายเงิน การติดต่อสื่อสารทางธุรกิจวิธีหนึ่งก็คือ  การส่งจดหมาย พัสดุไปรษณีย์ ซึ่งจะต้องเสียค่าไปรษณีย์ยากรให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หลายครั้งที่มักจะพบว่ากิจการจะต้องซื้อแสตมป์เพื่อติดจดหมายหรือพัสดุไปรษณีย์เพื่อส่งไปยังผู้รับ จะต้องขอใบเสร็จรับเงินจากบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ทุกครั้งเพื่อเป็นหลักฐานการจ่ายเงิน  การที่บริษัทได้มีการจ่ายเงินเพื่อซื้อแสตมป์หรือทำธุรกรรมกับทางไปรษณีย์นอกจากจะต้องมีใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานการจ่ายเงินแล้ว ควรจะมีหลักฐานเพื่อแสดงว่า กิจการได้นำแสตมป์ไปใช้เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการจริงโดยการกำหนดให้เขียน “ใบเบิกเงิน” โดยระบุวัตถุประสงค์ในการจ่ายเงิน ปริมาณมูลค่าของแสตมป์ และลายเซ็นผู้อนุมัติให้จ่ายเงิน

ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางใช้เอกสารอะไรประกอบการจ่ายเงิน

ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางใช้เอกสารอะไรประกอบการจ่ายเงิน             บริษัท ดำเนินธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการบางครั้งจำเป็นต้องส่งพนักงาน เดินทางไปต่างจังหวัดเดินทางไปต่างประเทศ กิจการมักจะมีการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางให้แก่พนักงาน ซึ่ง “ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางหมายถึง เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าอาหารและเครื่องดื่มเมื่อมีการเดินทางออกไปทำงานนอกสถานที่ “ การที่กิจการได้มีการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางนอกสถานที่อันเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ เช่น ไปตรวจงานต่างจังหวัด กิจการมีสิทธินำค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่จ่ายให้แก่พนักงานมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร แล้ว จะใช้เอกสารใดประกอบการบันทึกบัญชีเมื่อมีการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางให้ใช้ “ใบเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง”  เป็นเอกสารภายในของกิจการเป็นหลักฐานการเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง โดยมีการระบุรายละเอียดดังนี้ มีระเบียบกำหนดในการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง กำหนดวัตถุประสงค์การเดินทาง ลายเซ็นผู้อนุมัติ กิจการสามารถนำค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร แต่ต้องพิจารณาว่า ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางถือเป็นเงินได้พนักงานหรือไม่ ประมวลรัษฎากร ม. 42 (1) (2)  ได้ยกเว้นค่าเบี้ยเลี้ยง ไม่ถือเป็นเงินได้ของพนักงานหรือบุคคลธรรมดาดังนี้ ม.42 เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าพาหนะซึ่งลูกจ้างหรือผู้รับหน้าที่ หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะ ในการที่จะต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น ค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทางตามอัตราที่รัฐบาลกำหนดไว้ โดยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยอัตราค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง หากกิจการได้มีการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางให้แก่พนักงานจะได้รับยกเว้นไม่ถือเป็นเงินได้ของพนักงาน แต่ต้องไม่เกินกว่าอัตราเบี้ยเลี้ยงที่ทางราชการจ่ายให้แก่ข้าราชการ ซึ่งแยกได้ดังนี้ ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางของทางราชการในประเทศวันละไม่เกิน 240 บาท ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางของทางราชการต่างประเทศวันละไม่เกิน 3,100 บาท โดยไม่ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงิน ถือว่าพนักงานได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็น พนักงานที่ได้รับค่าเบี้ยเลี้ยง[…..]

โอนเงิน online จะใช้หลักฐานอะไรประกอบการจ่ายเงิน

โอนเงิน online จะใช้หลักฐานอะไรประกอบการจ่ายเงิน กิจการบางกิจการมีระบบการจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้  หรือผู้ขายสินค้า หรือผู้ให้บริการแก่กิจการโดยวิธีการโอนเงินในระบบ online โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปสถาบันการเงินเป็นระบบที่ใช้แทนการจ่ายเป็นเงินสดหรือจ่ายด้วยเช็ค ทำให้กิจการสามารถควบคุมการจ่ายได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว แต่ปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อกิจการได้โอนเงินในระบบ online ให้กับเจ้าหนี้หรือผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการไปแล้วไม่ได้รับหลักฐานการจ่ายเงิน เช่น บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงิน กิจการจะใช้หลักฐานอะไรประกอบการจ่ายเงิน ประกอบการบันทึกบัญชีให้เจ้าหน้าที่ประเมินเชื่อว่ากิจการได้มีการจ่ายเงินจริงและผู้รับเงินมีตัวตนจริงๆ หากกิจการมีการโอนเงินด้วยระบบ online กิจการควรจะพิมพ์สำเนาการโอนเงินในระบบ  online ออกมาเป็นหลักฐานการจ่ายเงินและนำไปแนบกับใบสำคัญจ่ายโดยมี ใบสำคัญจ่าย ใบเบิกเงิน สำเนาใบโอนเงิน

“บิลเงินสด” ถือเป็นรายจ่ายได้หรือไม่

“บิลเงินสด” ถือเป็นรายจ่ายได้หรือไม่ หลายครั้งที่มักจะเกิดปัญหาขึ้นกับรายจ่ายบางประเภทที่กิจการได้จ่ายออกไปแล้วได้รับเอกสารหลักฐานการจ่ายเงิน แต่เป็น “บิลเงินสด” ที่ไม่มีชื่อที่อยู่ของผู้รับเงิน หากกิจการได้รับ “บิลเงินสด” ในทางภาษีอากรถือได้ว่า เป็นเอกสารที่พิสูจน์ ไมได้ว่าใครเป็นผู้รับเงิน ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตาม ม. 65 ตรี (18) คือ รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ ดังนี้ ดังนั้นหากกิจการต้องการทำให้ “บิลเงินสด” ดังกล่าวถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร “บิลเงินสด” จะต้องมีชื่อ-ที่อยู่ ของผู้รับเงิน ซึ่งสามารถกระทำได้ เช่น เขียนด้วยหมึกหรือเขียนด้วยลายมือ ใช้ตรายางประทับ ใช้เครื่องพิมพ์ดีดพิมพ์ ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์พิมพ์ พิมพ์จากโรงพิมพ์ ซึ่งจะกระทำโดยวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีรวมกันก็ได้ ก็จะทำให้กิจการสามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้รับเงินมีตัวตนจริง แต่อย่างไรก็ดี “บิลเงินสด” ควรจะมี ชื่อ-ที่อยู่ของผู้จ่ายเงิน ด้วย ไม่ควรระบุว่า เงินสด หรือ สด เพื่อให้ผู้ประเมินเชื่อว่ากิจการจ่ายจริง คราวนี้หลายๆบริษัทก็จะได้ปฏิบัติเรื่องบิลเงินสดได้ถูกต้องมายิ่งขึ้น โดยไม่กลายเป็นรายจ่ายต้องห้าม

ค่าที่จอดรถจะใช้เอกสารอะไรประกอบการบันทึกบัญชี

ค่าที่จอดรถจะใช้เอกสารอะไรประกอบการบันทึกบัญชี เมื่อพนักงานของกิจการได้นำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ไปใช้ติดต่อธุรกิจนอกสถานที่ทำงาน ซึ่งจะต้องนำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ไปจอดตามสถานที่ต่างๆที่บางแห่งอาจจะมีการเก็บเงินค่าบริการที่จอดรถ บางที่อาจจะไม่เก็บเงินค่าบริการที่จอดรถ ในกรณีที่พนักงานของกิจการนำรถไปจอดตามสถานที่ต่างๆแล้วต้องเสียค่าที่จอดรถจะต้องขอบิล ใบเสร็จ หรือใบกำกับภาษีจากผู้ให้บริการที่จอดรถมาเป็นหลักฐานการจ่ายเพื่อเป็นหลักฐานเอกสารประกอบการบันทึกบัญชี หากการจอดรถดังกล่าว ผู้ให้บริการเรียกเก็บค่าบริการที่จอดรถ แต่ไม่มีเอกสารหลักฐานการรับเงินออกให้แก่พนักงานของกิจการ  ในทางภาษีอากรจะถือเป็นรายจ่ายไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับตาม ม.65 ตรี (18) แห่งประมวลรัษฎากรถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิ และหากค่าบริการที่จอดรถดังกล่าวมีภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีซื้อเกิดขึ้นจะไม่มีสิทธิขอคืนได้หากรถดังกล่าวเป็นรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน แต่หากกิจการพิสูจน์ได้ว่า รถดังกล่าวไม่ใช่รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน  กิจการย่อมมีสิทธิขอภาษีซื้อคืนได้  ดังนั้นเมื่อกิจการมีสิทธิขอภาษีซื้อคืนจะต้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูปจากผู้ให้บริการที่จอดรถและควรระบุเลขทะเบียนรถบนใบกำกับภาษีด้วยเพื่อลดข้อโต้แย้งของเจ้าพนักงานประเมินว่า เป็นรถประเภทใด

ใบกำกับภาษีอย่างย่อถือเป็นรายจ่ายได้หรือไม่

ใบกำกับภาษีอย่างย่อถือเป็นรายจ่ายได้หรือไม่ ผู้ประกอบการขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อยหากมีรายรับตั้งแต่ 1,800,000 บาทต่อปีมีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นผุ้ขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อยย่อมมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ การประกอบกิจการขายสินค้าในลักษณะขายปลีกหรือการให้บริการลักษณะบริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมากซึ่งเป็นกิจการค้าปลีกต้องมีลักษณะหรือเงื่อนไขดังต่อไปนี้ เป็นการขายสินค้าที่ผู้ขายทราบโดยชัดแจ้งว่าเป็นการขายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรงและได้ขายในปริมาณซึ่งตามปกติวิสัยของผู้บริโภคนั้นจะนำสินค้าไปบริโภคหรือใช้สอยโดยมิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ เช่น การขายสินค้าของกิจการแผงลอย กิจการขายของชำ กิจการขายยา การให้บริการในลักษณะบริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก เช่น การให้บริการของกิจการภัตตาคาร กิจการรงแรม กิจการซ่อมแซมทุกชนิด ผู้ประกอบการตาม (1) และ (2) ต้องจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษี ซึ่งมีรายการครบถ้วนตาม ม. 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการทุกครั้งที่ผู้ซื้อสินค้าหรือผุ้รับบริการเรียกร้องพร้อมทั้งส่งมอบใบกำกับภาษีดังกล่าวให้แก้ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้าในลักษณะขายปลีกหรือประกอบกิจการให้บริการในลักษณะบริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก กำหนดลักษณะและหรือเงื่อนไขของการประกอบกิจการดังกล่าวให้เป็นกิจการค้าปลีกและในกิจการค้าปลีกการแสดงราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการจะต้องเป็นการแสดงราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการค้าปลีกมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้  แต่ตัวแทนของผุ้ประกอบการจดทะเบียนจะออกใบกำกับภาษีอย่างย่อไม่ได้ ใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ ค่าว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้ชัดเจน ชื่อ หรือชื่อย่อ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีและหมายเลขลำดับของเล่ม ถ้ามี ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ ราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการ โดยต้องมีข้อความระบุชัดเจนว่าได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว วัน เดือน ปีที่ออกใบกำกับภาษี ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด ชื่อ ชนิด หรือประเภทของสินค้าจะออกเป็นรหัสก็ได้โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องแจ้งรหัสให้อธิบดีทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วันก่อนวันใช้รหัสนั้น[…..]